คำตอบคือ อะไรก็ใช่ อะไรก็ถูก WHO และสาวกบอกว่า สาเหตุคือ คน รถ ถนน แต่จะแก้ต้องเดินตามแนวทาง 5 เสาหลัก 5 มาตรการหลัก ได้แก่: การช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ การบริหารจัดการ ลดปัจจัยเสี่ยงด้านถนนและสภาพแวดล้อม ลดปัจจัยเสี่ยงด้านยานพาหนะ ด้านผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย (เอ้อได้ข้อแรกนี่ มันมาก่อนได้ยังไง ก็เพราะมันถูกคิดโดย WHO ไง)
ซึ่งก็ถูกต้องอีกนั้นแหละ แต่ไม่ทำให้เกิดความสำเร็จในการแก้ปัญหาสำหรับประเทศไทยได้เลย ยังไง

ความจริงแล้วปัญหาของการเกิดอุบัติเหตุจราจรในประเทศไทย นั้น

1. จำนวน ร้อยละ 40 เกิดจากการทุจริตของหน่วยงานที่รับผิดชอบกระทรวงคมนาคม ที่มีหน้าที่รับผิดชอบก่อสร้างถนน ดูแลมาตรฐานยานพาหนะ และ การออกใบอนุญาตขับขี่ ต่างหาก หาใช่ความหย่อนประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฏหมายของตำรวจไม่
การใช้งบประมาณปีละกว่า 300,000 ล้านบาทต่อปี ทุกๆ ปีในการก่อสร้างถนนใหม่ๆ และการซ๋อมแซมถนนเก่า ของหน่วยงานที่มีงบก่อสร้างถนนนั้น น่าจะมากที่สุดในโลกและประเทศเราควรจะมีถนนที่เรียบกริบ ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อขรุขระ จนทำให้รถทุกประเภทเกิดอุบัติเหตุอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถจักรยานยนต์ที่มีสัดส่วนการตายถึงร้อยละ 80 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด
แต่ก็ยังไปโทษการไม่สวมใส่หมวกนิรภัยซะงั้น เพราะผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุจราจรนั้นส่วนใหญ่เป็นแพทย์นะ ทำเอาบรรดาวิศวกร ที่อยู่ในกระทรวงคมนาคมขำกลิ้งเลยทีเดียว

2.จำนวนร้อยละ 10 เกิดการการขาดแคลนงบประมาณในการบังคับใช้กฏหมาย ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เมื่อเทียบกับงบประมาณของกระทรวงคมนาคมแล้ว แม้แต่การเก็บภาษีป้ายทะเบียนรถ รัฐยังเก็บได้ถึงปีละ 40,000 ล้านบาท และถูกแบ่งไปให้ท้องถิ่นทั้งหมด แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ในความปลอดภัยในการจราจรเลย ในขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้จัดสรรงบประมาณให้ตำรวจจราจรได้ใช้ เพียงปีละ 100 ล้านบาทเท่านั้น ที่ให้เป็นเบี้ยเลี้ยงในการตั้งด่านตรวจในช่วง 7 วันอันตราย ส่วนในช่วงเวลาปกติไม่มี สำหรับงบน้ำมัน งบเครื่องมืออุปกรณ์ งบยานพาหนะและค่าซ่อมบำรุง มีไม่เพียงพอ จึงได้เห็น ตำรวจจราจรขี่รถจักรยานยนต์ ไล่จับรถกระบะ รถบรรทุก ตลอดมา และต้องใช้วิธีการตั้งจุดตรวจเพื่อหยุดรถ เพื่อตรวจจับผู้กระทำผิด จนเป็นภาพที่คุ้นตา นั่นเอง

3.จำนวนร้อยละ 20 เกิดจากการไม่มีหน่วยงานที่มีหน้าที่ตัดสินคดีความผิดจราจรอย่างเด็ดขาด หรือ ศาลจราจรนั่นเอง ทำให้คดีความผิดจราจร คดีอุบัติเหตุ คดีขนส่ง ที่มีมากกว่า 10 ล้านคดี ไม่ถูกดำเนินการอย่างรวดเร็ว เกิดความล่าช้า การตัดสินสรุปคดีไม่ชัดเจนไม่แน่นอน จนกระทั่ง คู่กรณีหลายล้านคู่ จำใจจะต้องใช้การเจรจาตกลงกันเอง เพื่อให้คดีเสร็จสิ้นโดยเร็ว ดีกว่ารอให้มีการติดสินคดีจากรัฐ แถมในปัจจุบัน คดีความผิดจราจร ยังกลายเป็นคดีเล็กๆ น้อยๆ เสียอีก ที่เรียกกันว่า การปรับเป็นพินัย ทำให้ผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัวการกระทำผิด และเกิดการกระทำความผิดมากขึ้น

4.จำนวนร้อยละ 30 เกิดจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนน อันนี้ผมหมายถึงการที่ผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนมีพฤติกรรมมักง่าย เห็นแก่ตัว เข้าใจไปเอง เข้าข้างกันเอง ว่าสิ่งที่ตนเองและพรรคพวกได้กระทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ยอมรับกฏกติกาใดๆ ที่เป็นสาธารณะ ไม่ยอมรับกฏกติกาที่เป็นปฎิปักษ์ต่อตัวเองหรือพรรคพวก หรือกฏกติกาที่สร้างกันขึ้นมาอย่างผิดๆ ก่อให้เกิดการฝ่าฝืน กฏแห่งความปลอดภัย กฏจราจร มารยาท ในการขับรถ การใช้รถใช้ถนน จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจราจรขึ้นอย่างมากมายนั่นเอง

กว่า 40 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์อุบัติเหตุจราจรยังไม่ดีขึ้น มีแต่จะแย่ลง เพราะสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว การจะแก้ไขให้ดีขึ้นได้นั้น ไม่ใช่แต่ผู้เชี่ยวชาญจะต้องเข้าใจ ปัญหา สาเหตุแห่งปัญหา ให้ถูกต้องเสียก่อน จึงจะแก้ปัญหาได้ ผู้เขียนจึงหวังว่า หลังจากนี้ไปแล้ว ทุกคนจะได้หาวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องได้ และลงมือแก้ไขได้เสียที เพราะแต่ละวิธีที่แก้ปัญหาไปแบบผิดๆ ถูกๆ นั้นหมายความว่ามันมี ผู้เสียชีวิตมากขึ้นทุกๆ วัน ทุกนาที ดังที่มีผู้กล่าวว่า ทุกๆ 37 นาที มีคนไทยตายบนถนน 1 คนนั่งไง