ปัญหาอุบัติเหตุจราจรในบ้านเราอย่างที่เคยกล่าวไว้ว่าเป็นปัญหาเรื้อรังมานานมาก ถ้าคิดว่ามีคนเสียชีวิตปีและ 20,000 คน 30 ปีที่ผ่านมาก็มีคนเสียชีวิตถึง 600,000 คน ยังไม่รวมถึงผู้บาดเจ็บผู้พิการนับสิบล้านคน ในอดีตนั้น หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบความปลอดภัยในการจราจร ต่างก็ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาตามหน้าที่ของหน่วยงานของตนเองภายใต้งบประมาณที่ได้รับ ต่อมาในปี 2545 ได้มีการจัดตั้งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้นมาโดยมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาอุบัติเหตุจราจร ในลักษณะของการทำงานอย่างมีการบูรณาการ เพื่อให้งานสำเร็จจำนวนผู้บาดเจ็บเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนหรืออุบัติเหตุจราจรนั้นลดลง จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนขึ้นและมีกรมป้องกันและบรรเทาสารณภัยเป็นเลขานุการ และมีการจัดทำแผนแม่บท แผนยุทธศาสตร์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุโดยเน้นว่าเป็นอุบัติเหตุทางถนน จนถึงปัจจุบันมีแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนฉบับที่ 5
แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน ฉบับที่ 5 ครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ถึง พ.ศ. 2570 โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้เหลือ 12 คนต่อแสนประชากรภายในปี พ.ศ. 2570 แผนแม่บทฉบับนี้ใช้เป็นกรอบแนวทางสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการดำเนินงานเพื่อความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายระดับโลก โดยมุ่งเน้น 5 มาตรการหลัก ได้แก่:
- การบริหารจัดการ
- ลดปัจจัยเสี่ยงด้านถนนและสภาพแวดล้อม
- ลดปัจจัยเสี่ยงด้านยานพาหนะ
- ด้านผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย
- การช่วยเหลือหลังเกิดอุบัติเหตุ
โดยมียุทธศาสตร์ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 มุ่งเป้าลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสของผู้ใช้รถใช้ถนน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของยานพาหนะ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและการเดินทางที่ยั่งยืน
ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนารากฐานโครงสร้างการทำงานด้านความปลอดภัยทางถนนซึ่งประกอบด้วย 7 กลยุทธ์
โดยมีตัวชี้วัดระดับผลลัพธ์ที่เป็นเป้าหมายในปี 25070 คือลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเหลือ 12 คนต่อประชากร 100,000 คน และลดจำนวนผู้บาดเจ็บสาหัสจากอุบัติเหตุทางถนน เหลือ 106,376 คน ซึ่งในขณะนี้ปี พ.ศ 2569 การดำเนินการตามแผนเพื่อให้ได้ตัวชี้วัดยังมิได้ใกล้เคียงกับตัวชี้วัดที่ตั้งไว้แต่อย่างใดเลย จึงมีคำถามว่าเพราะอะไรเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แผนไม่ดี ข้อมูลไม่ดี ไม่มียุทธศาสตร์ที่ดี ไม่มีการกระจายงบประมาณให้หน่วยงานที่ต้องปฏิบัติอย่างทั่วถึงกันแน่
ในฐานะที่ผู้เขียนทำงานเกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุจราจรมาอย่างยาวนาน กว่า 40 ปีก่อนที่จะมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเสียอีก อยากจะชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของการทำงานที่ไม่ประสบความสำเร็จของรัฐบาลที่ผ่านมา คือปัญหาการกระจายงบประมาณอยากได้สัดส่วนของการทำงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน เป็นปัญหาลำดับแรกซึ่งงบประมาณในด้านการบังคับใช้กฎหมายนั้นมีสัดส่วนไม่ถึง .05% ของประมาณในการทำงานทั้งหมด หากไม่นับรวมถึงงบประมาณเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ทุกหน่วย ปัญหาลำดับที่ 2 คือการอ้างอิงโครงสร้างหลักการสากลที่มาจาก WHO ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องหลักการที่ถูกต้อง แต่บริบทและสภาพแวดล้อมการจราจรในสังคมไทยนั้นแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆอย่างมาก การกำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานตามแผนแม่บทฉบับที่ 5 จึงเป็นการกำหนดประเด็นในการทำงานอย่างกว้างๆมิได้ลงลึกลงไปในทางปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ได้อย่างแท้จริง
สิ่งที่เป็นปัญหาเฉพาะตัวของประเทศไทยคือลักษณะเฉพาะบุคคลของคนในสังคมไทยผู้ใช้รถใช้ถนน อันดับแรกคือความไม่ใส่ใจในความปลอดภัยของตนเองและคนในครอบครัวตลอดจนคนในชุมชนด้วยกัน อันดับที่ 2 คือการไม่สนใจในองค์ความรู้ทักษะในการขับขี่ยานพาหนะเพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ใช้ถนน อันดับที่ 3 คือการไม่ยอมรับการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีข้ออ้างที่เป็นค่านิยมว่ามีผู้ใหญ่ใจดีสามารถช่วยเหลือในทางคดีความผิดจราจรและความผิดอื่นๆได้ อันดับที่ 4 คือความไม่ใส่ใจหรือมีความรู้และการดูแลตัวยานพาหนะอย่างปลอดภัย ซึ่งรวมไปถึงการขาดเงินค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงยานพาหนะด้วย แม้ว่าที่กล่าวมานั้นจะเป็นปัญหาที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทยและมุ่งไปที่ตัวปัจเจกบุคคล แต่ก็เป็นเรื่องจริงและจะต้องแก้ไขปัญหาให้ได้ เนื่องจากอุบัติเหตุนั้นเป็นปัญหาด้านพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งคนไทยนั้นถูกเพราะบ่มนิสัย ค่านิยมและวัฒนธรรมความไม่ใส่ใจในความปลอดภัยมาอย่างยาวนานและเป็นฐานรากของพฤติกรรมทั้งหมด การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรของประเทศไทย จึงต้องเริ่มจากการแก้ที่นิสัยค่านิยมและวัฒนธรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนให้ได้เสียก่อนซึ่งเดี๋ยวต้องเน้นไปที่การขัดเกลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเข้าใจ เปลี่ยนนิสัย สร้างค่านิยมแล้ววัฒนธรรมใหม่ให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน จะด้วยการฝึกอบรมความรู้และทักษะ หรือการปรับเปลี่ยนให้มีการใช้ยานพาหนะที่ปลอดภัยตามมาตรฐานการออกแบบและเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ตาม เพื่อที่จะประเทศไทยก้าวข้ามไปสู่ประเทศที่มีความปลอดภัยทางถนนในอนาคต จึงต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่ที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติแม้จะต้องมีใช้ความพยายามมากแค่ไหนก็ตามดังนี้
สิ่งสำคัญคือในการกำหนดยุทธศาสตร์นั้น วิธีคิด (methodology)ในการแก้ไขปัญหาจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วประหยัดงบกำไรและมีประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหาที่ช้าลงไปเท่าใดจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามวันและเวลาที่เดินก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ การแก้ไขปัญหาจึงต้องทำงานแข่งกับเวลาไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามสภาพเดิมๆเรื่อยไป
จากสถิติจำนวนรถที่มีอยู่ 42 ล้านคัน ในประเทศไทยแบ่งเป็นประเภทรถยนต์ ร้อยละ 45 ในขณะที่มีรถจักรยานยนต์ร้อยละ 55 แต่จำนวนผู้เสียชีวิตบนถนนเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้ซ้อนท้ายร้อยละ 80 ส่วนที่เหลือร้อยละ 20 เป็นผู้ขับขี่และโดยสารรถประเภทอื่น และในจำนวนรถประเภทรถยนต์นั้นมีรถยนต์กระบะบรรทุก 1 ตันอยู่ร้อยละ 65 หรือร้อยละ 13 ของยานพาหนะที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งรถที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ในประเทศไทยคือรถจักรยานยนต์และรถกระบะบรรทุก 1 ตัน ในขณะที่มีรถบรรทุกพ่วงแบบ full tailler อยู่ 120,000 คัน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.2857 ดังนั้นการกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุในประเทศไทยจึงต้องมีเป้าหมายอยู่ที่ยานพาหนะทั้ง 3 ประเภท ที่พบว่ามีอุบัติเหตุบนถนนก็ทำให้เกิดการบาดเจ็บเสียชีวิตมากที่สุดนั่นเอง การกำหนดยุทธศาสตร์การทำงานจึงควรที่จะกำหนดตามเป้าหมายของยานพาหนะและผู้ขับขี่ จะทำให้หน่วยงานผู้ปฏิบัติปฏิบัติงานได้ตรงเป้าตรงจุดตรงประเด็นมากขึ้นและประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วที่สุด
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การแก้ไขนิสัยค่านิยมและวัฒนธรรมในการขับขี่การเดินเท้า ให้เกิดความตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นอย่างที่สุด ด้วยการขัดเกลาฝึกอบรมให้เกิดนิสัยค่านิยมและวัฒนธรรมในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยโดยการใช้เทคนิควิธีการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ เช่น การจัดให้มีสนามฝึกอบรมการขับขี่รถจักรยานยนต์รถยนต์ในชุมชน ระดับองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล และมีการสร้าง application พร้อม social media เพื่อสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในชุมชนถึงการสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ให้กับประชาชนทุกคน
ยุทธศาสตร์ที่ 2 ได้มาตรฐานและการตรวจสภาพของยานพาหนะ ที่จะต้องมีและดำเนินการอย่างสม่ำเสมอตามหลักสากลด้วยเหตุที่ยานพาหนะนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการจราจร การมีแบบยานพาหนะที่ไม่ได้รับการยอมรับมาตรฐานความปลอดภัยจากสากล วิ่งอยู่บนถนนถือว่าเป็นระเบิดเวลาที่สำคัญของอุบัติเหตุจราจรที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีอื่นนอกจากการยกเลิกหรือห้ามใช้ยานพาหนะที่เป็นอันตรายนั้นๆไปเสีย รวมไปถึงการตรวจสภาพยานพาหนะทุกคันที่นำมาวิ่งอยู่บนถนนอย่างสม่ำเสมอและต้องสร้างความตระหนักให้กับประชาชนผู้ประกอบการเดินรถตระหนักถึงอันตรายของยานพาหนะที่ไม่ได้รับการซ่อมบำรุงอย่างถูกต้องตามเวลาที่กำหนด
ยุทธศาสตร์ที่ 3 ในด้านถนนจะต้องถูกออกแบบก่อสร้างตามมาตรฐานสากลและบำรุงรักษาให้มีความราบเรียบเสมอกันทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นถนนประเภทใดก็ตาม ถนนที่ไม่ปลอดภัยนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดอุบัติเหตุ ความบกพร่องของถนนนั้นจะคงอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงของการใช้งานจนกว่าให้ถูกต้องโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจากถนนจึงมีได้ตลอดเวลา
ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุของประเทศจึงควรกำหนดเฉพาะลงไปที่ตัวยานพาหนะและผู้ขับขี่ที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุดดังกล่าวมาแล้ว จะทำให้เกิดประโยชน์มากกว่าและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุได้อย่างยั่งยืนโดยกำหนดให้มีการฝึกอบรมในระดับท้องถิ่นกับผู้ขับขี่ยานพาหนะทั้ง 3 ประเภท ซึ่งจะทำให้ผู้ขับขี่ได้ตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นและอันตรายที่ตัวเองนั้นได้ก่อให้เกิดขึ้นกับผู้อื่นบนท้องถนน การมีสนามฝึกขับขี่อยู่ประจำเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ จะช่วยยับยั้งการเกิดอุบัติเหตุได้ถึงระดับครัวเรือน ความรู้ความเข้าใจความตระหนักให้เกิดกับประชาชน และเป็นการเริ่มสร้างนิสัยค่านิยมวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ถูกต้องให้กับคนในชุมชนซึ่งจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนตลอดจนสามารถที่จะใช้สถานฝึกอบรมการขับขี่ในชุมชนเป็นสถานที่สำหรับรวมพล เมื่อเกิดสาธารณภัยอื่นๆได้อีกด้วย