ในขณะที่องค์กรเอกชนเพื่อสังคม พยายามเรียกร้องให้รัฐจัดการเรื่องรถโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยของเด็กนักเรียน ในการเดินทางจากบ้านไปเรียนหนังสือ ซึ่งอาจแยกออกเป็น รถผู้ปกครอง นักเรียนขับรถไปโรงเรียนเอง ไปรถโดยสารประจำทาง ไปรถนักเรียนที่โรงเรียนจัดหาให้ ไปรถนักเรียนที่เป็นของเอกชน ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่นักการขนส่งจะต้องนำมาขบคิด และจัดเส้นทาง วิธีการเดินทาง ให้ปลอดภัยที่สุด แต่ในบ้านเรา ถูกทิ้งให้เป็นปัญหาของ นักการสร้างถนน นักการศึกษา การเดินทางด้วยความปลอดภัยของนักเรียนจึงไม่เกิดขึ้น

ปัญหาอยู่ที่รัฐ และกระทรวงศึกษา ยังไม่เคยมีตัวเลขว่า มีกี่โรงเรียนที่ต้องการรถโรงเรียน ตั้งอยู่ที่ไหน มีนักเรียนกี่คน มีเส้นทางจากชุมชนไปถึงโรงเรียน กี่เส้นทาง มีรถเอกชนที่ดำเนินการอยู่แล้ว กี่คัน สภาพเป็นอย่างไร ควรจะให้เขาใช้เป็นรถสีอะไร ทำอย่างไรจะอุดหนุนให้เขาอยู่ได้ ตรงไหนขาดตรงไหนเกิน จะเติมรถอย่างไร นักเรียนไม่ได้มีเท่ากันทุกปี แต่หากรถต้องวิ่งทุกปี เขาจะอยู่ได้อย่างไร จะสนับสนุนในรูปแบบไหน โรงเรียนต้องทำข้อมูลที่ถูกต้อง อัพเดททุกปี เสนอกระทรวง เพื่อขอรับการอุดหนุน จากรัฐ ความจริงรัฐไม่รู้เรื่องหรอก แต่กระทรวงศึกษาที่ครูชอบกู้เงินสหกรณ์กู้เงินธนาคาร ไปสนอง Needs เรื่องฐานะของตัวเอง จนกลายเป็นหนี้เป็นสิน วันคิดแต่ว่าจะกู้หนี้อย่างไรจะใช้ดอกอย่างไรจนไม่มีเวลา คิดเรื่องความปลอดภัยของนักเรียนแล้วอย่างนี้รัฐจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างไร

การทำข้อมูลที่ถูกต้องจะต้องเป็นระดับโรงเรียนสำนักงานเขตการศึกษา เพราะโรงเรียน รถนักเรียน อาจใช้รถนักเรียนร่วมเส้นทางกันได้ ขอให้คิดให้เป็น ทำตัวเลขให้เป็น เสนอขึ้นมา อย่าเรียกร้องเพียงอย่างเดียว ข้อมูลด้านการขนส่งการเดินทาง จุดเริ่มต้นจุดสิ้นสุด จำนวนผู้ใช้บริการต้องใช้การวิเคราะห์ผ่าน ระบบ GPS แผนที่ดิจิตอล GIS

ซึ่งมีให้ใช้ฟรีอยู่ใน โทรศํพท์มือถือที่มีอินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหากมีการเก็บข้อมูล ผ่านแอปพลิเคชั่น จากเด็กนักเรียนทุกคน เพื่อให้ข้อมูลบ้านอยู่ที่ใด ชุมชนใด เดินทางไปโรงเรียนไหน ใช้รถอะไร ต้องการรถโรงเรียน หรือไม่ กับข้อมูลของ รถโรงเรียนที่เป็นของเอกชน ของโรงเรียน และข้อมูลที่จำเป็นอื่นๆ นำมาวิเคราะห์ร่วมกัน ด้วยระบบข้อมูล Big Data ก็น่าจะนำวางระบบรถนักเรียน กำหนดนโยบายและงบประมาณ กำหนดแผน ให้ท้องถิ่นและโรงเรียนไปดำเนินการต่อไป