นักวิชาการ เน้นเมาแล้วขับ ดันตำรวจให้ตรวจเมา แต่ความจริงแล้ว พวกเสพแล้วเกิดอุบัติเหตุมากกว่านะ แต่ไฉนนักวิชาการไม่พูด สักคำ ผ่านมา 20 ปี นักวิชาการไม่รู้ได้ไง ไม่รู้จริงๆ หรือไม่รู้ว่าอะไรปิดปาก ตำรวจตรวจฉี่จนพวกเสพแล้วขับ ร้องเรียน สำเร็จ ตรวจฉี่ยากขึ้นอ้างตำรวจทุจริต นักวิชาการก้อไม่ช่วยพูดอะไรเลย DUI นักวิชาก้อน่าจะรู้จักนะ เก่งๆกันทั้งนั้นนิ ที่บอกว่าเยอะกว่าเมาแล้วขับเพราะพวกนี้ดีดทั้งวัน ดีดตลอดเวลา ที่เห็นๆ ชน เหยียบ จยย. บนถนน ก้อดีดทั้งนั้น แหละ แต่ไม่มีการตรวจสารเสพติด ผู้ขับขี่หลังชนแล้ว มีนักวิชาการสนใจเล่นเรื่องนี้ไหม
กฏหมายจราจร มาตรา 43 อนุ 2 บอกว่า ห้ามมิให้ขับขี่ในขณะเมาสุรา หรือของเมาอย่างอื่น แต่ดันไม่พูดให้ชัด เหมือนฝรั่งว่า DUI หรือ Driving Under Influen เลยมีการเข้าใจคลาดเคลื่อนไป เพราะอ่านกฏหมายไม่ลึกซึ้ง รึเปล่า
จะพูดไปการตรวจสารเสพติด ก็ต้องใช้งบประมาณอุปกรณ์ตรวจสารเสพติด ถ้าแบบตรวจได้ประเภทเดียว 30 บาท (แอมเฟตามีน) ถ้า 2 ประเภท 60 บาท ถ้า 6 ประเภท (รวมกัญชาด้วย) ก็อาจะจะโดน 180 บาท มีงบประมาณให้ตำรวจทำงานมั้ย เพื่อความปลอดภัยทางถนนนะ
อย่างไรก็ตามการตรวจ DUI อาจทำได้ที่สถานีตำรวจเมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้ว ก็สามารถตรวจหาสารเสพติดได้ และความตรวจทุกรายที่เกิดอุบัติเหตุ ทั้งแอลกอฮอร์ สารเสพติด และกัญชา หรืออื่นๆ เพราะเป็นสาเหตุ หรือมีอิทธิพลต่อการขับขี่ของผู้ขับขี่คนนั้นๆ แต่ควรจัดงบประมาณให้ตำรวจสอบสวนด้วย อย่าให้เหมือนกับ กฏหมายจราจรใหม่ที่ออกมา บังคับให้ตรวจแอลกอฮอร์ทุกรายที่มีการตาย และให้ตำรวจฝ่ายสอบสวนเป็นผู้จ่ายเงินค่าตรวจ เห้อ ผลคือ ตำรวจฝ่ายสอบสวนไม่ค่อยอยากตรวจ ถ้าไม่ถูกกดดันจากฝ่ายคู่กรณีจริงๆ เพราะไม่มีงบประมาณ อันที่จริงควรมีการตรวจ DUI กับผู้ขับขี่รถ ทุกคดีนะครับ
สังเกตุมั้ยครับ การต่อต้านด่านตรวจของตรวจ การต่อต้านด่านตรวจเสพติดผู้ขับขี่ มีส่วนให้ในปีหลังๆ อุบัติเหตุจากรถขนส่ง เกิดมากขึ้น และอุบัติเหตุเสียชีวิตในภาพรวมเพิ่มขึ้นด้วย