1. สมัยที่เรียน กับ ศ.ยอดพล ธนาบริบูรณ์ ที่ AIT และร่วมทำงานในศูนย์วิจัยอุบัติเหตุประเทศไทย รุ่นแรก ดูเหมือนว่าจะมีความร่วมมือกับ วิศวะยานยนต์ จากวอลโว่ สวีเดนอย่างใกล้ชิด สื่อให้รู้ถึงว่า การออกแบบถนนมีความสำคัญ แต่การออกแบบยานพาหนะสำคัญไม่น้อยกว่า ก็ได้เรียนการสอบสวนอุบัติเหตุ Accident Investigation การฟื้นฟูอุบัติเหตุ Accident Reconstruction การตรวจสอบความปลอดภัยถนน Road Safety Audit และ ทำ Thesis จบเรื่อง Highway Police Accident Database

2. บริษัทญี่ปุ่นที่ขายรถได้มากระดับร้อยละ 90 ในประเทศไทย ไม่เคยยื่นมือมาให้ความรู้ ร่วมโครงการ หรือให้เงินทุนใดๆ ทั้งๆ ที่ได้กำไรไปมากๆ ระดับ ล้านล้านบาท แถมยังส่งองค์กร ส่งคนมาให้ความรู้ในรูปแบบความร่วมมือทำงาน แต่เป็นแบบผ่องถ่ายความรู้ให้ช้าช้า ให้โง่ไปนานๆ เสียด้วย ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นมีหน่วยงานชื่อ ITADA ที่ทำเรื่องราว Accident Database โดยตรง แต่จะไปโทษเขาก็ไม่ได้ เราไม่รักดีเอง สร้างถนนแบบอเมริกา ใช้รถแบบญี่ปุ่น ก็ตายสถานเดียว

3. การมีนโยบายระยะยาวของรัฐ ว่าจะให้รถบนถนนวิ่งเร็วได้แค่ไหน ต้องกำหนดไว้กับการออกแบบถนนสัมพันธ์กับความแข็งแรงของตัวรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ต้องชัดเจนว่าจะเอาแบบ เยอรมัน หรือ แบบญี่ปุ่น หรือแบบอเมริกา (แต่รัฐ รัฐสภา ไม่เคยคิดอะไร แบบภาพรวม คอยแต่รับเงิน มาทำงานประชาสัมพันธ์ ไม่เคยคิดถึงงบประมาณที่เหมาะสมให้กับหน่วยงานที่ทำงาน หมดเงินแล้วก็จบไป)

4. สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุนั้น การสืบสวนอุบัติเหตุ เพื่อเอามากำหนดนโยบาย มาตรการแก้ปัญหานั้น เรียนรู้ได้ไม่ยากไม่ต้องสอบสวนลึกมาก เนื่องจากตัวอย่างมีใน ตปท.อยู่แล้ว แต่การเอามากำหนดนโยบายว่าจะเอาอย่างไรนั้น ยังติดอยู่ที่ การแชร์ข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ และการจัดตั้งศูนย์นโยบายและวิจัยอุบัติเหตุแห่งชาติ แบบมาตรฐานและเป็นกลางจริงๆ

5. การสืบสวนสอบสวนของตำรวจไทยที่มีข้อมูลมาก ยังใช้ ผู้จบด้านบัญชี ด้านกฏหมาย มาทำงานสอบสวนอุบัติเหตุ ตามความไว้วางใจของ ผู้บังคับบัญชา ก็ไม่รู้ว่าวันไหน จะสอบสวนได้รู้เรื่องตรงจุด ส่วนคนที่เรียนรู้มาโดยตรง เขาไม่ใช้ ก็ต้องปล่อยให้เขา หาทางสว่างเอาเอง แต่ผลเสียก็จะเกิดกับหน่วยงานและสังคมเอง

6. การที่หน่วยงาน ไม่แชร์ข้อมูลกัน ทำให้การสอบสวนอุบัติเหตุเชิงลึก เชิงกว้าง ไม่มีโอกาสสำเร็จ เพราะแต่ละหน่วยงานแสดงการหวงข้อมูล แสดงความฉลาด (ทั้งๆ ที่ไม่รู้จริง) แค่นี้ก็บรรลัยมากพอแล้ว

7. อีกประเด็นคือบริษัทประกันภัย ที่เก็บข้อมูลส่วนใหญ่ก็เก็บมาจาก ข้อมูลของตำรวจ ก็ไม่เคยมาแชร์ มานั่งคุยกัน ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรได้ นอกจากจ่ายไม่จ่าย ขึ้นไม่ขึ้น ค่าประกัน และให้ผู้เชี่ยวชาญ เอาไปฟุ้งตามสื่อ ที่จริงควรทำงานร่วมกับตำรวจ อย่างใกล้ชิด เพราะถ้าอุบัติเหตุลด คุณก็ไม่ต้องจ่ายแน่ๆ ล้านเปอร์เซ็นต์ แต่พวกคุณไม่เลือกเดินทางนี้

8. ว่าจะไม่พูดถึง หน่วยงานคุมทะเบียนรถ ทะเบียนใบอนุญาตขับขี่ กลับยิ่งหนักข้อ ไม่มีข้อมูลอุบัติที่เป็นเรื่องเป็นราว รถยี่ห้อไหน รุ่นไหน ประเภทไหน เกิดอุบัติเหตุ เยอะเพราะอะไร ถ้าเพราะคนขับ ก็เอามาปรับวิธีสอน สอบใบอนุญาตขับขี่ (ตัวอย่างเช่น รถสองชั้น รถกระบะ รถพ่วง รถจักรยานยนต์) หากเกิดเพราะยานพาหนะ ก็ต้องกำหนดมาตรฐานให้สูงขึ้น และห้ามใช้ แต่กลับทำในตรงกันข้าม อันนี้ไม่รู้ว่าหัวคิด หัวใจ ทำด้วยอะไร

สรุปว่า การที่ทุกคนในประเทศ ยังมองไม่เห็นทางสว่าง ไม่รู้ว่ามีการสอบสวนอุบัติเหตุไปเพื่ออะไร (เพื่อกำหนดนโยบายจ้า) ใครเป็นผู้สอบสวน ตามมาตรฐานไหน ควรมีหน่วยงานกลางมั้ย ใครควรเป็นผู้นำ ใครเป็นอินฟลูเอนเซ่อร์ ของเรื่องการสอบสวนอุบัติเหตุ ที่จะอธิบายให้ ข้าราชการทุกหมู่เหล่า บริษัทรถ บริษัทประกันภัยฟัง ทำให้ หากวันนี้ตั้งศูนย์นโยบายวิจ้ยอุบัติเหตุ โดยมืออาชีพและเป็นกลางไม่ได้ ก็อย่าหวังว่า วิชาความรู้ด้านการสอบสวนสืบสวนอุบัติเหตุนั้น คงเป็นสิ่งที่ไรประโยชน์ ครับ เพราะไม่มีใครเอาไปใช้ เสียเวลาเรียนเปล่าๆ รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจร หรือทางถนน ไม่มีทางสำเร็จ เพราะไม่มีนำเสนอข้อมูลที่เป็นกลาง เพื่อให้ได้นโยบายมาตรการ และงบประมาณ ที่เหมาะสมมาแก้ปัญหา